2005/Apr/18

การจับคำความที่ผิดมาอ้างเป็นหลักฐาน             
เพื่อให้นิพพานเป็นอัตตา
มีพุทธพจน์อีกแห่งหนึ่ง ที่บางท่านชอบนำไปอ้างเพื่อยืนยันว่านิพพานเป็นอัตตา คือ พุทธพจน์ว่า 
         	                ชญฺญา นิพฺพานมตฺตโน                                                             (ขุ.อุ. 25/77)
แปลว่า:  " พึงรู้นิพพานของตน "                              
ที่จริงในสุตตนิบาตก็มีพุทธพจน์คล้ายกันว่า 
                              สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโน                                                               (ขุ.สุ 25/422) 
แปลว่า: " พึงศึกษานิพพานของตน "                           
ที่จริงพุทธพจน์นี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ใช่นิพพานเป็นอัตตา   แต่มีสิ่งหนึ่งที่ท่านใช้คำว่าอัตตา/ตน มา
เป็นเจ้าของนิพพาน สิ่งที่ว่าเป็นอัตตา/ตัวตนที่เป็นเจ้าของนิพพาน คือ อัตตโน ตัวนี้ สำหรับในสุตตนิบาต ท่านมี
คำอธิบายไว้ในพระไตรปิฎกนั่นเอง คือคัมภีร์มหานิทเทส ซึ่งขยายความว่า 
" สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโนติ . . . นิพฺพานมตฺตโนติ อตฺตโน ราคสฺส นิพฺพานาย โทสสฺส นิพฺพา     นาย โมห
สฺส นิพฺพานาย...
แปลว่า: " พุทธพจน์ว่า ' พึงศึกษานิพพานของตน ' มีความหมายว่า . . . นิพพานของตน คือ (พึงศึกษา) 
เพื่อดับราคะ เพื่อดับโทสะ เพื่อดับโมหะ ของตน "        (ขุ.ม.29/816 เป็นต้น) 
และอรรถกถา (ทั้งอรรถกถาสุตตนิบาตัสุตฺต.อ 2/440 และอรรถกถามหานิทเทสันิทฺ.อ.1/27) ยังเอาไปไขความอีก
คล้ายๆ กันว่า 
	" สิกฺเข นิพฺพานมตฺตโนติ อตฺตโน ราคาทีนํ นิพฺพานมตฺถาย    อธิสีลาทีนิ สิกฺเขยฺย " 
แปลว่า: " พุทธพจน์ว่า ' พึงศึกษานิพพานของตน ' หมาย  ความว่า พึงศึกษาอธิศีลเป็นต้น เพื่อ
ประโยชน์ในการดับกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น ของตน "
ส่วนพุทธพจน์ในคัมภีร์อุทาน ที่ว่า " พึงรู้นิพพานของตน " นั้น คำว่า " ของตน " อรรถกถา (อุ.อ.201) อธิบายว่าได้
แก่ มรรคญาณ และผลญาณ ซึ่งก็ชัดอยู่แล้วว่า มรรค ก็ตาม ผล ก็ตาม ญาณ หรือปัญญา ก็ตาม นั้นเป็น สังขต
ธรรม คือเป็นสังขารอยู่ในขันธ์ 5 เพราะฉะนั้น คำว่าตนในที่นี้ จึงเป็นอัตตาโดยสมมติอย่างที่รู้กันอยู่แล้ว เพราะ
ว่าเมื่อ มรรคญาณ ผลญาณ เป็นสังขาร อยู่ในขันธ์ 5 ก็เป็น อนัตตานั่นเองโดยปรมัตถ์ 
เรารู้กันดีว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งการพึ่งตน และ " พึ่งตน " ก็คือ ผลักดันกระบวนการแห่ง
เหตุปัจจัย ที่เรียกว่า " ธรรม " ให้ดำเนินไปสู่่จุดหมาย พูดง่ายๆ ว่า ทำเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น จึงมีคำสอนที่ให้รู้้
ว่าพึ่งตน ก็คือพึ่งธรรม และในระหว่างการปฏิบัติก็จะมีคำสอนที่กล่าวถึงตน/อัตตานี้มากมาย ตลอดเวลา
เมื่ออธิบายท่านก็จะบอกว่า ตน/อัตตา คือ ธรรม หรือบางทีเรียกว่า ธรรมกาย (คือประมวลแห่งธรรม
หรือคุณสมบัติทั้งหลาย) นี้ ได้แก่ โลกิยโลกุตตรธรรม บ้าง ได้แก่ โลกุตตรธรรม บ้าง (เช่นว่าพึ่งตน พึ่งธรรม, ที.
ม.10/93/119; ตน/อัตตา = ธรรม = โลกิยโลกุตตรธรรม, ที.อ. 3/30; ตน/อัตตา = ธรรม = โลกุตตรธรรม 9, สํ.อ. 
3/277; ตน/อัตตา = ธรรมกาย ซึ่งอย่างสูงคือโลกุตตรธรรม 9, จริยา อ.324) แล้วแต่ขั้นตอนของการปฏิบัติ เป็น
การบอกให้รู้ในตัวว่า ตน/อัตตานี้ เป็นคำเรียกขานตามสมมติของภาษา และเป็นคำที่ใช้ในกระบวนการปฏิบัติ 
หมายถึงธรรมที่เป็นข้อปฏิบัติต่างๆ ตลอดจนคุณสมบัติที่เป็นผลของการปฏิบัติ (คือธรรมต่างๆ ในระดับสังขาร/
สังขตธรรม/ขันธ์ 5 ที่ข้างต้นได้บอกแล้วว่าโดยปรมัตถ์เป็นอนัตตา) แต่ไม่มีการใช้  "ตน/อัตตา" นี้ในฐานะเป็นจุด
หมายที่จะไปเข้าถึง เช่น ไม่มีคำว่าบรรลุอัตตา หรือเข้าถึง/เข้ารวมกับอัตตา/อาตมัน อย่างลัทธิที่ถืออัตตา พูด
ง่ายๆ ว่า นิพพานไม่ใช่ภาวะเช่นนั้น