2005/Apr/18

สิ่งควรทำที่แท้ คือ                                            
เร่งชวนกันหันมายกเอาพระไตรปิฎกของเราขึ้นศึกษา
เอกสารของวัดพระธรรมกาย แสดงการยอมรับพระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทว่า "เป็นแหล่งอ้างอิงของ
คำสอนในพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมที่สำคัญที่สุด" แต่เขียนต่อไปว่า 
	" แต่นอกจากพระไตรปิฎกบาลีแล้ว ยังมีคำสอนยุคดั้งเดิมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในคัมภีร์อื่นอีก
หลายแหล่ง เช่น พระไตรปิฎกจีน พระไตรปิฎกธิเบต คัมภีร์สันสกฤต คัมภีร์ในภาษาคันธารี ภาษาเนปาลโบราณ 
ภาษาถิ่นโบราณของอินเดีย เอเชียกลางและที่อื่นๆ 
	การจะศึกษาให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนายุคดั้งเดิมจริงๆ นั้น จึงมีความจำเป็นจะต้องศึกษา 
ให้เข้าใจคัมภีร์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด นำเนื้อหาคัมภีร์ที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบกัน วิเคราะห์ด้วยหลักทางวิชา
การทั้งด้านภาษาศาสตร์ และอื่นๆ จึงจะได้ความเข้าใจที่รอบด้านสมบูรณ์ "
เอกสารของวัดพระธรรมกาย ทั้งที่นี้และที่อื่น เมื่อกล่าวถึงพระไตรปิฎก จะมีลักษณะการพูดทำนองนี้ 
ซึ่งนอกจากสับสนแล้ว ยังเป็นการสร้างความเข้าใจผิดที่ไม่ควรให้อภัย เช่น ออกชื่อคัมภีร์ในภาษาต่างๆ มากมาย
ให้ดูน่าทึ่งประหนึ่งว่า แต่ละภาษาเหล่านั้นคงจะมีพุทธพจน์บันทึกไว้นอกเหนือจากที่เรารู้กันอีกมากมาย แต่แท้ที่
จริงเอาเป็นหลักอะไรไม่ได้
คงจะไม่ต้องชี้แจงให้มากและยืดยาว ขอให้ทราบง่ายๆ สั้นๆ ว่าเรื่องทั้งหมดก่อนที่จะมาเป็นคัมภีร์อะไร
ต่างๆ ที่ยกมาอ้างข้างบนนี้ (ซึ่งส่วนมากเป็นเรื่องกระเส็นกระสาย บางอย่างก็ไม่ใช่แม้แต่จะเป็นคัมภีร์) พระเถระ
ผู้รักษาพระพุทธศาสนา ยุค 200 กว่าปีแรกท่านรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกันดี และได้ชำระสะสางเสร็จสิ้นไปแล้ว  
หลังจากนั้น ถ้าจะมีการยอมรับกัน ก็เพียงพูดให้ชัดว่า คัมภีร์นั้นๆ เป็นของนิกายไหน และนิกายนั้นสอนว่าอย่าง
ไร เช่น เถรวาทว่าอย่างไร มหายานนิกายย่อยนี้ว่าอย่างไร นิกายย่อยนั้นว่าอย่างไร ไม่ต้องมาสับสนกันอีก
ขอทบทวนแต่เพียงโดยสรุปว่า
1.  พระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทที่เรารักษาไว้ (แต่ไม่ค่อยศึกษากัน) นี้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วแม้โดยฝ่าย
มหายานเอง ว่าเป็นที่รวบรวมพระพุทธพจน์ที่ดั้งเดิม แม่นยำตรงตามจริง และครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
2. พระไตรปิฎกฉบับอื่นๆ ก็คือ ที่เป็นของมหายานนั้น แม้แต่นักวิชาการตะวันตก ที่เอกสารของวัดพระ
ธรรมกายยกย่องว่าเป็น  "ปราชญ์ใหญ่ทางพระพุทธศาสนา . . . ที่มีชื่อเสียงก้องโลก"  ก็ยังพูดว่า  "พระสูตรทั้ง
หลายของมหายาน  พูดกันตรงไปตรงมา  ก็คือคำนิพนธ์  ยุคหลังที่บรรจุเข้าในพระโอษฐ์" ดังยกมาให้ดูข้างต้น
แล้ว (หน้า 18) 
เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า การรักษาพระพุทธศาสนานั้น เราต้องการคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า เมื่อพระสูตรของ
มหายานเป็นของแต่งใส่พระโอษฐ์ภายหลัง แล้วเราจะนำเอามาสับสนปะปนทำไม
3.  แม้ว่าพระไตรปิฎกมหายาน เช่น ฉบับภาษาจีน จะมีคำสอนเก่าครั้งหินยานอยู่ด้วย ก็แทบจะไม่มี
คุณประโยชน์อะไรเป็นสาระที่เราจะพึงสนใจ นอกจากจะได้รู้ว่าเคยมีพุทธศาสนานิกายนั้นจริง และสอนว่าอย่าง
นั้นๆ ขอชี้แจงเล็กๆ น้อยๆ เช่น 
	ก) หินยานที่แตกแยกออกไปถึง 17 นิกายและได้สูญสิ้นไปหมดแล้ว เป็นเรื่องเก่าที่ท่านสะสางเสร็จกัน
ไปแล้ว ถ้าจะไปพบหลงเหลือบันทึกอยู่ในฉบับของจีนหรือแม้ภาษาอื่นๆ บ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
	ข) ในบรรดานิกายต่างๆ นั้น เถรวาทนี้เป็นหลักมาแต่เดิม ก่อนมีการแตกแยก และแม้หลังแตกแยกแล้ว 
เมื่อนิกายอื่นสูญสิ้นไป เถรวาทก็ดำรงอยู่ต่อมา และเป็นที่รู้กันว่ารักษาคำสอนเดิมแท้ของพระพุทธเจ้าไว้แม่นยำ
ครบถ้วนที่สุด เมื่อเป็นอย่างนี้ ควรจะตั้งใจศึกษาคำสอนที่ท่านเพียรพยายามรักษาไว้ให้นี้แหละให้ดี
	ค) คำสอนของหินยานนั้น อย่างของนิกายสรวาสติวาทิน เดิมรักษาไว้ด้วยภาษาสันสกฤต กว่าจะได้
แปลเป็นภาษาจีนก็ พ.ศ.ใกล้ 1000 แล้ว และคัมภีร์สันสกฤตเดิมก็หายสูญไปมาก ความน่าเชื่อถือแม้แต่ในแง่ที่
จะรักษาคำสอนของนิกายของตนเองก็เหลือน้อยลงไป
พระไตรปิฎกตลอดจนคัมภีร์ทั้งหลายอื่นๆ ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ซึ่งที่จริงนอกจากที่รู้กันอยู่แล้ว ก็ไม่ได้มี
มากมายอะไร ถึงแม้นานๆ จะมีการตื่นเต้นกันขึ้นว่าเกิดไปพบอะไรขึ้นมาเหมือนเป็นของแปลกใหม่ โดยมากก็
เป็นของเกิดขึ้นรุ่่นหลังกว่าแม้แต่คัมภีร์อรรถกถาของเรา ไม่ต้องพูดถึงที่จะเทียบกับพระไตรปิฎกบาลี ถ้าเรามี
เวลาจะสนใจพิเศษก็ได้ในแง่ที่ว่าเป็นความรู้ทั่วไป เช่น เอาไว้พิสูจน์ว่าเป็นของนิกายเก่าที่สูญสิ้นไปแล้วนิกาย
ไหน เป็นหลักฐานยืนยันเรื่องบางอย่างที่ท่านเล่าไว้ในคัมภีร์ของเราเรื่องไหนบ้าง ให้ความรู้ประกอบเกี่ยวกับเหตุ
การณ์และสภาพสังคม อย่างไรบ้างไหมเป็นต้น แต่ในแง่ตัวหลักการของพระศาสนาแท้ๆ ยากที่จะมีสาระอะไรคุ้ม
กับการที่จะไปใส่ใจ
พระไตรปิฎกบาลี 45 เล่ม และอรรถกถา 55 เล่ม เพียง 100 เล่มเท่านี้ก่อน ไม่นับคัมภีร์ภาษาบาลีเล่ม
อื่นๆ แม้แต่วิสุทธิมัคค์ ที่ท่านรักษาไว้ให้เราศึกษามากมาย ขอให้ตั้งใจศึกษากันจริงๆ จังๆ บ้างเพียง 5 เล่ม 10 
เล่ม ก็ยังจะได้รู้จักพระพุทธศาสนาดีกว่าจะไปสนใจคัมภีร์ภายนอกที่กระจัดกระจายเหล่านั้น ซึ่งถ้ามีอะไรเป็น
ประโยชน์บ้าง ก็ไม่ต้องกังวล ผู้รู้ผู้ชำนาญก็จะเอามาบอกเราเอง หรือแม้ตัวเราจะต้องการรู้ก็ได้ แต่ควรจับหลัก
เถรวาทของตัวเองให้ชัดเสียก่อน
เวลานี้ก็รู้กันดี ใครๆ ก็ยอมรับว่า จะรู้พระพุทธศาสนาที่เป็นคำสอนแท้ของพระพุทธเจ้า  ต้องศึกษาพระ
ไตรปิฎกบาลีของเถรวาท และวงการมหายานอย่างในญี่ปุ่นก็เห็นกันแล้วว่า จะต้องหันมาศึกษาคำสอนเดิมของ
พระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกบาลีของเราเป็นฐาน ดังได้กล่าวข้างต้น 
สิ่งควรทำที่แน่แท้ก็คือ ควรจะปลุกเร้ากระตุ้นเตือนพวกเรากันเองนี่แหละ ให้หันมาศึกษาพระพุทธ
ศาสนาที่แท้ จากแหล่งคำสอนที่อยู่่ใกล้ตัวอยู่แล้วนี้กันเสียที ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ถ้า
ไม่ยอมศึกษาเอง ก็ช่วยรักษาแหล่งคำสอนเดิมแท้นี้ไว้ เพื่อให้คนอื่นที่เขาเห็นคุณค่าจะได้มีโอกาสศึกษา โดยไม่
ไปทำให้แปดเปื้อนเสียก่อน ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็ยังจะเป็นบุญกุศลแก่ตนได้ส่วนหนึ่ง