2005/Apr/18

เมื่อชาวพุทธยังนับถือพระไตรปิฎก                        
ก็ยังเคารพพระพุทธเจ้า และมีพระศาสดาองค์เดียวกัน
ประโยชน์ที่พุทธศาสนิกชนต้องการ คือ พระพุทธศาสนาแท้ที่เป็นพระดำรัสตรัสสอนของพระพุทธเจ้า 
พระไตรปิฎกเป็นแหล่งที่บรรจุพระดำรัสตรัสสอนที่เราต้องการนั้น และเป็นที่ยอมรับทั่วกันรวมทั้งนักปราชญ์พุทธ
ศาสนาของมหายานว่า พระไตรปิฎกบาลีของเถรวาทนี้ เป็นหลักฐานแสดงพุทธวจนะที่
- ดั้งเดิมแท้เก่าแก่ที่สุด
- รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้แม่นยำที่สุด
- ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด
ที่ว่านี้มิใช่หมายความว่า พระไตรปิฎกบาลีจะมีพุทธดำรัสครบถ้วนทุกถ้อยคำของพระพุทธเจ้า หรือว่า
ทุกถ้อยคำในพระไตรปิฎกเป็นพุทธดำรัส แต่หมายความว่าพุทธพจน์เท่าที่บันทึกไว้      ได้ และมีมาถึงเรา อยู่ใน
พระไตรปิฎก พระไตรปิฎกนั้นเรียกได้ว่าเป็นแหล่งเดียวที่เราจะหาคำสอนที่แท้ของพระพุทธเจ้าได้
เมื่อเรานับถือพระพุทธศาสนา และปฏิบัติพระพุทธศาสนา ก็คือเรายอมรับและต้องการปฏิบัติตามที่
พระพุทธเจ้าตรัสสอน ซึ่งหมายความว่า เราจะต้องไปเฝ้าและไปฟังพระพุทธเจ้าตรัสเอง ถึงจะมีใคร เช่นครู
อาจารย์ช่วยเล่าต่อให้ฟัง ก็ไม่เท่าได้ไปฟังพระองค์ตรัสเอง เพราะฉะนั้น แม้แต่ในสมัยพุทธกาล คนที่อยู่เมืองไกล 
ได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าจากพระอาจารย์นำเข้าสู่พระพุทธศาสนาแล้ว ต่อมาในที่สุดก็เพียรพยายามเดิน
ทางบุกป่าฝ่าดงแสนไกล มาเฝ้าพระพุทธเจ้า บัดนี้ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เราจึงไม่มีทางเลี่ยงที่จะต้อง
ไปหาและไปเอาคำสอนของพระองค์จากพระไตรปิฎก และใช้คำตรัสสอนในพระไตรปิฎกนั้นเป็นเกณฑ์ตัดสินว่า 
สิ่งที่ใครก็ตามเชื่อถือหรือปฏิบัติอยู่่ เป็นพระพุทธศาสนาหรือไม่
ใครก็ตามที่กล่าวอ้างว่าตนปฏิบัติได้โดยไม่ต้องอาศัยพระไตรปิฎก ก็คือพูดว่า ตนปฏิบัติได้โดยไม่ต้อง
อาศัยพระพุทธเจ้า เมื่อเขาปฏิบัติโดยไม่อาศัยคำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า เราจะเรียกการปฏิบัตินั้นว่าเป็นพระ
พุทธศาสนาได้อย่างไร แน่นอนว่านั่นเป็นการปฏิบัติลัทธิความเชื่อหรือความคิดเห็นของตัวเขาเอง หรือของใคร
อื่นที่คิดข้อปฏิบัตินั้นขึ้นมา หรืออย่างดีก็เป็นความที่เอามาเล่าต่อจากพระไตรปิฎก แบบฟังตามๆ กันมา ซึ่งเสี่ยง
ต่อความคลาดเคลื่อนผิดเพี้ยน
เวลานี้ ชาวพุทธควรจะติติงและตักเตือนกันให้ตระหนักถึงความสำคัญของการปฏิบัติต่อพระพุทธเจ้า
ให้ถูกต้อง เพราะมีการกล่าวอ้างพระพุทธเจ้า หรือกล่าวอ้างพระพุทธศาสนา (แปลว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า)
กันง่ายๆ โดยมิได้มีการตรวจสอบว่าพระองค์ตรัสไว้หรือไม่ หรือเป็นเพียงความเชื่อหรือการคิดเอาของตนเอง ซึ่ง
ถ้าไม่ถือว่าเป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ก็เป็นการไม่เป็นธรรมต่อพระองค์ และถ้าไม่ถือว่าเป็นการหลอกประชา
ชน ก็เป็นความไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชน เช่นเดียวกัน 
ในเมืองไทยของเรา น่าเป็นห่วงว่ากำลังมีความโน้มเอียงจะเป็นอาจริยวาทกันมาก มักมีการอ้างพระ
เถระ พระมหาเถระองค์นั้นองค์นี้ จนจะกลายเป็นการเอาอาจารย์ของตนไปตัดสินพระพุทธเจ้า แทนที่จะอัญเชิญ
พระพุทธเจ้ามาเป็นมาตรฐานแก่อาจารย์
ที่จริงนั้น คำสอนของพระเถระ และครูอาจารย์ที่เราเรียกกันนี้ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ท่านไม่ยอมให้เรียก
ว่าเป็นอาจริยวาทเลย ท่านยอมให้เป็นอัตตโนมติเท่านั้น
คำสอนของพระเถระ และพระอาจารย์ทั้งหลายนั้น เป็นเครื่องช่วยเราในการศึกษา และช่วยโยงช่วยสื่อ
เราเข้าหาพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเกณฑ์วินิจฉัยหรือตัดสินพระพุทธศาสนา อย่าว่าแต่พระเถระและพระ
มหาเถระรุ่นหลังๆ เหล่านี้เลย แม้แต่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร อัครสาวกสูงสุด เมื่อมีปัญหาข้อธรรม ก็ยังมี
ความเคารพต่อองค์พระศาสดา นำถวายพระพุทธเจ้าทรงวินิจฉัย
แม้พระมหากัสสปเถระ พระอุบาลีผู้ยอดแห่งวินัยธร และพระธรรมภัณฑาคาริกอานนท์ พร้อมด้วยพระ
อรหันตสาวก รวมด้วยกัน 500 รูป ผู้ทันเห็นทันเฝ้าทันตามเสด็จพระพุทธเจ้า ก็พร้อมใจกันยกให้พระธรรมวินัยที่
มาอยู่่ในพระไตรปิฎกนี้มีความสำคัญเหนือกว่าวาทะของท่านนั้นๆ เอง
เมื่อชาวพุทธทั้งปวงยังนับถือและรักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก ก็ยังสมควรแก่คำที่
เรียกว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา และมีหลักที่จะยึดเหนี่ยวให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยมีพระพุทธเจ้าองค์
หนึ่งองค์เดียวกัน เป็นแกนกลางและเป็นศูนย์รวม