2005/Apr/18

ปราชญ์พุทธศาสนาตะวันตกรุ่นเก่า ยังเข้าใจสับสน
ระหว่างพุทธธรรม กับความคิดเดิมในวัฒนธรรมของตน
ระยะที่ 1 เรื่องนี้ก็สืบเนื่องจากที่พูดข้างต้น ดังได้กล่าวแล้ว ว่า คนที่เรียกกันว่านักปราชญ์ทางพุทธ
ศาสนาในดินแดนตะวันตกนั้น บ้างก็เป็นเพียงนักวิชาการชึ่งยังเป็นชาวคริสต์อยู่ บางคนถึงแม้มาเป็นชาวพุทธ
แล้วก็มีพื้นฐานความคิดเดิมติดมาจากศาสนาคริสต์ นอกจากนั้นในยุคแรกนี้ฝรั่งมาเอเชียในกระแสของลัทธิ
อาณานิคม โดยเฉพาะอังกฤษมาพบอารยธรรมเก่าแก่ที่อินเดีย ก็รู้จักและคุ้นกับแนวคิดของศาสนาฮินดูที่ยึดมั่น
ในลัทธิอาตมัน พร้อมกันนั้น พระพุทธศาสนาที่ฝรั่งรู้จักในยุคแรกนั้นก็เป็นฝ่ายมหายานซึ่งเข้าไปในตะวันตกก่อน
ฉะนั้น ฝรั่งที่ศึกษาพุทธศาสนายุคแรกๆ ซึ่งยังไม่คุ้นกับบรรยากาศทางความคิดแบบใหม่ จึงยังมีอิทธิ
พลความคิดแบบกรีกและศาสนาคริสต์เดิมชักพามาก และมักตีความพระพุทธศาสนาตามแนวคิดฮินดู หรือไม่ก็
แบบมหายาน
ทั้งนี้จะเห็นว่า ไม่ว่าจะเป็น Max Muller ปราชญ์ใหญ่ทางภาษาสันสกฤตก็ตาม หรือทางด้านภาษา
บาลี จะเป็น Rhys Davids ทั้งสามีและภรรยา กับทั้ง Miss I. B. Horner ชึ่งล้วนแต่ได้เป็นนายกสมาคมบาลี
ปกรณ์ สืบต่อกันมา ก็ตาม ตลอดจนนักศึกษาหรือจะเรียกว่านักปราชญ์พุทธศาสนาของตะวันตกหลายคน มักมี
ความคิดที่จะมองหรือจะหาทางให้พระพุทธศาสนาสอนเรื่องอัตตา หรือยอมรับว่ามีอัตตาให้ได้
ยกตัวอย่าง Miss I. B. Horner นั้น ก็อย่างที่กล่าวแล้วว่าเป็นปราชญ์ทางภาษาบาลี แต่พื้นฐานเดิม
เป็นฝรั่งในประเทศคริสต์ศาสนา มีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องตัวตนเป็นฐานความคิดที่ยึดมั่นอยู่ นอกจากแปล
คัมภีร์ภาษาบาลีเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ครั้งหนึ่งก็เคยไปทำหนังสือร่วมกับ Coomaraswamy (เพียงแค่ชื่อก็ฉาย
ความเป็นฮินดูออกมาแล้ว) ให้ชื่อว่า The Living Thought of Gotama the Buddha
ในตอนที่ว่าด้วย Self (อัตตา/ตน) พุทธพจน์แรกที่สองท่านนี้ยกมา ก็คือคาถาธรรมบทว่า " " อตฺตา หิ
อตฺตโน นาโถ "
พุทธภาษิตนี้ ชาวพุทธไทย แม้แต่ชาวบ้านที่แทบจะไม่ได้ศึกษาอะไรเลย แต่เพราะความที่คุ้นกับ
บรรยากาศในพระพุทธศาสนา และเป็นพุทธภาษิตที่คุ้นหู ก็จึงแปลกันได้ว่า " ตนเป็นที่พึ่งของตน " และเข้าใจ
ความหมายกันดีพอสมควร
แต่ I. B. Horner และ Coomaraswamy พอเห็นว่ามีคำ อตฺตา/ตน อยู่่ด้วยกัน 2 ครั้งในพุทธ
ภาษิตนี้ แทนที่จะเข้าใจอย่างที่ชาวพุทธรู้กัน ก็ไปนึกถึง อัตตา 2 อย่าง แล้วก็คงจะแปลความหมายไปตามแนว
คิดคำสอนของฮินดู หรือเอาพระพุทธศาสนาไปโยงกับศาสนาฮินดู ซึ่งถือว่ามีอัตตา หรืออาตมัน 2 อย่าง ได้แก่
อาตมันใหญ่ เรียกว่า ปรมาตมัน กับอาตมันเฉพาะบุคคล เรียกว่า ชีวาตมัน
ปรากฏว่า I. B. Horner กับ Coomaraswamy แปลพุทธภาษิต ในคาถา ธัมมบท ที่ 160 อตฺตา หิ
อตฺตโน นาโถ . . .นี้ ว่า
" The Self is lord of the self . . . "1
พึงสังเกตว่า Self แรกใช้ S ใหญ่ ส่วน self หลังใช้ s เล็ก ทำนองว่า อัตตาใหญ่ เป็นนาถะของอัตตาเล็ก
ทั้งสองท่านได้เจอพุทธภาษิตอีกบทหนึ่งว่า
" อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ
อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ " (ขุ.ธ.25/22/37)
ซึ่งชาวพุทธทั่วไปก็เข้าใจกันไม่ยาก ตามคำแปลว่า
" ตัวทำชั่ว ตัวก็เศร้าหมองเอง
ตัวไม่ทำชั่ว ตัวก็หมดจดเอง "
พอเจออย่างนี้ ผู้ถือลัทธิอัตตา/อาตมัน ก็คงงงไปพักหนึ่งว่า อัตตา/อาตมัน/ตัวตน ซึ่งเป็นสิ่งเที่ยงแท้
ถาวร จะมาทำความชั่วได้อย่างไร ในที่สุดก็เลยเอาอัตตา/ตน ในกรณีนี้ไปจัดเป็น อัตตาเล็ก
ทั้งสองท่านได้แยกหัวข้อย่อยในหนังสือ ตอนที่ว่าด้วย Self นี้ ออกเป็น 3 หัวข้อย่อย คือ
(a) The Two Selves
(b) The Great Self แล้วก็
(c) The Little Self
ใน 3 หัวข้อย่อยนี้ ผู้รวบรวมได้ยกพุทธพจน์อื่นๆ มาแปลไว้อีกมากมาย ตั้งแต่หน้า 174 ไปถึงหน้า 192
ทำให้ตอนที่ว่าด้วย Self (อัตตา/ตัวตน) ยาวรวมเกือบ 20 หน้า นี่คือตัวอย่างความเข้าใจของคนที่เรียกว่าเป็น
ปราชญ์ตะวันตกรุ่นค่อนข้างเก่า
ฝรั่งในประเทศตะวันตกเองนั้น ย้อนหลังไปไม่กี่ปีนี้ น้อยคนนักจะเข้าใจพุทธศาสนาได้ถูกต้อง ซึ่งก็ต้อง
เห็นใจเขา เพราะอิทธิพลความคิดที่ติดมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมเดิมมีกำลังชักนำให้มองผิดเพี้ยนหรือเอียงไป
เอกสารของวัดพระธรรมกาย จึงไม่สมควรจะไปยกย่องนับถือเขามากนักถึงกับให้เป็น " ปราชญ์ใหญ่ทางพระ
พุทธศาสนา . . . ที่มีชื่อเสียงก้องโลก " ควรจะดูเพียงว่า คนใดเข้าใจดีขึ้นมา ก็อนุโมทนาเขาไป
นอกจากพวกที่เข้าใจว่า พระพุทธศาสนาสอนว่ามีอัตตาในขั้นสุดท้ายที่นอกเหนือจากขันธ์ 5 แล้ว บาง
พวกก็เข้าใจผิดไปอีกแบบหนึ่งว่า พระพุทธศาสนาสอนว่านิพพานเป็นการดับอัตตา
แม้แต่หนังสืออ้างอิงใหญ่ๆ อย่าง Encyclopaedia Britannica ก็ยังติดความเข้าใจผิดๆ มาเขียนกันจนบัดนี้ เช่น
พูดถึงนิพพานเป็นการดับอัตตา (ที่จริงตามหลักพระพุทธศาสนา ไม่มีอัตตาที่จะต้องดับ) แห่งหนึ่งว่า
" The approaches to the divine or sacred are various rather than uniform . . . , it moves
toward the ultimate goal: the annihilation of the self, . . . , Nirvana (the state of bliss) in Buddhism, . .
."1
"วิธีเข้าถึงทิพยภาวะหรือภาวะศักดิ์สิทธิ์นั้น แตกต่างกันหลากหลาย มากกว่าจะเป็นรูปแบบเดียว . . .
เป็นการก้าว สู่จุดหมายสูงสุด คือการดับสลายอัตตา, . . . ,ได้แก่นิรวาณ (นิพพานัภาวะบรมสุข) ในพุทธศาสนา,
. . . ,"