2005/Apr/18

รู้จักพระไตรปิฎก

พระพุทธศาสนาไม่ใช่ปรัชญา 
เบื้องแรกต้องรู้ความแตกต่างระหว่างศาสนากับปรัชญาก่อน  ปรัชญาเป็นเรื่องของการคิดหาเหตุผล 
และถกเถียงกันในเรื่องเหตุผลนั้นเพื่อสันนิษฐานความจริง เรื่องที่ถกเถียงนั้นอาจจะไม่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตที่
เป็นอยู่ เช่น นักปรัชญาอาจจะถกเถียงกันว่า จักรวาลหรือจักรภพเกิดขึ้นเมื่อไรและจะไปสิ้นสุดเมื่อไร โลกจะแตก
เมื่อไร ชีวิตเกิดขึ้นเมื่อไร เป็นต้น และนักปรัชญาก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินชีวิตตามหลักการอะไร หรือแม้แต่ให้สอด
คล้องกับสิ่งที่ตนคิด เขาคิดหาเหตุผลหาความจริงของเขาไป โดยที่ว่าชีวิตส่วนตัวอาจจะเป็นไปในทางที่ตรงข้าม
ก็ได้ เช่น นักปรัชญาบางคนอาจจะเป็นคนคุ้มดีคุ้มร้าย บางคนสำมะเลเทเมา บางคนมีทุกข์จนกระทั่งฆ่าตัวตาย 
แต่ศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เรื่องของการดำเนินชีวิต หรือการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในชีวิต
จริง การปฏิบัตินั้นต้องมีหลักการที่แน่นอนอย่างใดอย่างหนึ่ง และจะต้องมีจุดหมายชัดเจนด้วยว่าต้องการอะไร 
การที่ต้องมีข้อปฏิบัติที่แน่นอนและต้องมีจุดหมายที่ชัดเจนนั้น ผู้ปฏิบัติก็ต้องยอมรับหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ง 
และก็ต้องถามต่อไปว่าจะยอมรับหลักการที่บุคคลผู้ใดได้ค้นพบหรือแสดงไว้  ซึ่งเราเรียกว่าพระ "ศาสดา"
เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติคือศาสนิกชน เริ่มต้นก็ต้องยอมรับหรือเชื่อการตรัสรู้หรือการค้นพบความจริงของ
องค์พระศาสดา หรือยอมรับหลักการที่ศาสนานั้นได้แสดงไว้ ซึ่งเราเรียกว่าคำสอน เพราะฉะนั้นศาสนิกจึงมุ่งไปที่
ตัวคำสอนของพระศาสดา หรือหลักการที่ศาสนาวางไว้  คำสอนของพระศาสดานั้นก็รวบรวมและรักษาสืบทอด
กันไว้ในสิ่งที่เรียกกันว่าคัมภีร์  ในพระพุทธศาสนาเรียกคัมภีร์ที่รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระศาสดา
ของพระพุทธศาสนาว่า   "พระไตรปิฎก"

2005/Apr/18

พระไตรปิฎก คือที่สถิตของพระศาสดา
คัมภีร์ศาสนา เช่น ในพระพุทธศาสนาคือพระไตรปิฎกนี้ เป็นมาตรฐาน เป็นเกณฑ์ตัดสินความเชื่อและ
การประพฤติปฏิบัติ เป็นที่มา เป็นแหล่งรักษาหลักการของศาสนานั้นๆ ถ้าคำสอนหรือหลักการที่แท้ของพระ
ศาสดาที่รักษาไว้ในพระไตรปิฎกหรือในคัมภีร์นั้น สูญสิ้นหมดไป ก็ถือว่าศาสนานั้นสูญสิ้น ดังนั้น ศาสนาทั้ง
หลายจึงถือการรักษาคัมภีร์ศาสนาของตนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และพระพุทธศาสนาก็ถือว่าการรักษาคัมภีร์พระ
ไตรปิฎกเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด  
พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสไว้ว่า เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ธรรมวินัยที่ทรงแสดงแล้วและบัญญัติแล้ว 
แก่สาวกทั้งหลายนั้น จะเป็นศาสดาแทนพระองค์สืบต่อไป  ธรรมวินัยนั้นเวลานี้อยู่ที่ไหน ก็รักษาไว้ในพระไตร
ปิฎก  
ธรรมวินัย ก็คือหลักการและหลักเกณฑ์ของพระพุทธศาสนา ที่มาจากพุทธพจน์และพุทธบัญญัติ ซึ่ง
เป็นบรรทัดฐานที่ชัดเจน 
ยิ่งหลักการที่สำคัญ อย่างนิพพานซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาด้วยแล้ว ก็จะต้องมีความ
แน่นอนว่าเป็นอย่างไร    เพราะว่าศาสนิกหรือผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ยังไม่อาจจะรู้ไม่อาจจะเข้าใจหลักการนี้ด้วย
ประสบการณ์ของตนเอง พระศาสดาจึงต้องแสดงหลักการนี้ไว้ให้ชัด เท่าที่จะใช้ภาษาสื่อสารให้สติปัญญาของผู้
ปฏิบัติรู้เข้าใจได้ ถ้ามิฉะนั้นผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติไป แทนที่จะบรรลุนิพพานของพระพุทธศาสนา ก็อาจจะกลาย
เป็นนิพพานของฮินดูไป หรืออาจจะเข้าถึงฌานสมบัติ แล้วก็เข้าใจว่านี่เป็นนิพพาน หรือปฏิบัติไปรู้สึกว่าจิตไป
เข้ารวมกับสภาวะอย่างใดอย่างหนึ่ง  แล้วก็นึกว่านั้นเป็นนิพพาน เพราะฉะนั้นหลักการที่สำคัญนี้ พระศาสดาจะ
ต้องวางไว้อย่างชัดเจนที่สุด เท่าที่สติปัญญาของคนที่ปฏิบัติซึ่งยังไม่รู้ได้ด้วยตนเองจะเข้าใจได้ 
พระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า  "ธรรมวินัย" นี้ ตั้งแต่เรื่องนิพพานซึ่ง
เป็นจุดหมายสูงสุดลงมา ทั้งคำสอนทางปัญญา อย่างไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท ทั้งข้อปฏิบัติคือไตรสิกขา 
ตลอดจนวินัยเช่นที่เรียกว่าศีล 227 ของพระภิกษุสงฆ์ ศีล 10 ของสามเณร และศีล 5 ศีล 8 ของอุบาสกอุบาสิกา 
ทั้งหมดนี้อาศัยพระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวบรวมไว้ และเป็นมาตรฐานทั้งสิ้น    
ควรจะยกพุทธพจน์ที่ตรัสเมื่อจะปรินิพพาน มาย้ำเตือนพุทธศาสนิกชนกันไว้เสมอๆ ว่า 
โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต, โส โว มมจฺจเยน สตฺถา                                     (ที.
ม.10/141/178)
แปลว่า:  "ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยใดที่เราได้แสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่เธอทั้งหลาย,ธรรมและวินัย
นั้น เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไป" 

2005/Apr/18

พระไตรปิฎกสำคัญต่อพระพุทธศาสนา
ยิ่งกว่าที่รัฐธรรมนูญสำคัญต่อประเทศชาติ
ถ้าเทียบกับเรื่องที่ชาวบ้านพอจะเข้าใจ พระไตรปิฎกนั้นมีความสำคัญต่อศาสนิกชน ยิ่งกว่าที่รัฐธรรม
นูญมีความสำคัญสำหรับพลเมือง  คงไม่มีใครพูดว่ารัฐธรรมนูญเป็นเพียงตำราเล่มหนึ่ง หรือว่าเมื่อขึ้นศาลมีการ
ยกรัฐธรรมนูญมาตรานั้นมาตรานี้ขึ้นมากล่าว หรือแม้แต่ยกกฎหมายอาญา กฎหมายแพ่งมาตรานั้นมาตรานี้ขึ้น
มาอ้าง คงไม่มีใครพูดว่า กฎหมายมาตรานั้นนี้  รัฐธรรมนูญมาตรานั้นนี้เป็นเพียงความคิดเห็น   
ที่ว่าพระไตรปิฎกสำคัญยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ สำหรับศาสนิกชน    เพราะรัฐธรรมนูญนั้น สามารถเปลี่ยน
แปลงไปโดยมติของประชาชนที่ผ่านทางองค์กรนิติบัญญัติตามยุคตามสมัย แต่พระไตรปิฎกไม่อาจจะเปลี่ยน
แปลงได้ เพราะเป็นคำสอนขององค์พระศาสดา และพระศาสดาก็ปรินิพพานแล้ว ถ้าพระไตรปิฎกสูญหาย คำ
สอนของพระพุทธเจ้าก็สูญสิ้น
การที่เรานับถือพระพุทธศาสนา ก็คือเรายอมรับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งอยากรู้และนำ
ความจริงที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมาปฏิบัติ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องการที่สุด จึงได้แก่คำสอนของ  พระองค์ เมื่อพระองค์
ปรินิพพานแล้ว เราจึงถือเป็นสำคัญที่สุดว่าจะรักษาคำสอนหรือคำตรัสของพระองค์ที่เรียกว่าพุทธพจน์ไว้ให้แม่น
ยำบริสุทธิ์บริบูรณ์ที่สุดได้อย่างไร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนสามารถเข้าถึงคำสอนของพระองค์ได้ต่อไป 
เมื่อเรารักษาคำสอนของพระองค์ไว้ดีที่สุดแล้ว เราก็ใช้คำสอนของพระองค์นั้นเป็นมาตรฐาน เป็น
เกณฑ์ตัดสินความเชื่อและการปฏิบัติที่เรียกว่าพระพุทธศาสนาต่อไป 
ดังนั้น ในเรื่องธรรมวินัยในพระไตรปิฎกนี้ แทนที่จะคิดว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลง มีแต่ว่าจะต้องรักษา
ไว้ให้บริสุทธิ์ ให้ตรงตามเดิมเท่าที่เป็นไปได้   
อีกประการหนึ่ง รัฐธรรมนูญเป็นบทบัญญัติเพียงในด้านวินัย เช่น กำหนดสิทธิเสรีภาพ หน้าที่พลเมือง 
และหลักเกณฑ์ในการ อยู่ร่วมกันในสังคมเป็นต้น แต่พระไตรปิฎกนั้นบรรจุไว้ทั้งธรรมและวินัย คือทั้งแบบแผน
ระเบียบความเป็นอยู่ของพระภิกษุสงฆ์ และทั้งหลักการของพระพุทธศาสนา ถ้าศาสนิกชนปฏิเสธพระไตรปิฎก
หรือไม่ยอมรับพระไตรปิฎกก็คือไม่ยอมรับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาแบบนั้น เช่น แบบเถรวาท 
แบบมหายาน แล้วแต่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎกฉบับไหน 
ยิ่งถ้าเป็นพระภิกษุ การปฏิเสธไม่ยอมรับพระไตรปิฎก ก็คือการปฏิเสธไม่ยอมรับความเป็นพระภิกษุ
ของตนนั่นเอง เพราะเหตุว่าการบวชของภิกษุนั้นก็ดี สิ่งที่เรียกว่า ศีล 227 ข้อ คือสิกขาบท 227 ในพระวินัยก็ดี ที่
พระภิกษุนั้นรักษาอยู่ ก็มาจากพุทธบัญญัติในพระไตรปิฎก เมื่อภิกษุไม่ยอมรับพระไตรปิฎก  ก็คือปฏิเสธการ
บวช และปฏิเสธศีล 227 เป็นต้นของตนนั้นเอง
ที่กล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพ พระพุทธศาสนาให้สิทธิและเสรีภาพ
โดยสมบูรณ์ แม้แต่สิทธิและเสรีภาพที่จะปฏิเสธพระไตรปิฎกและปฏิเสธพระพุทธเจ้า แต่ข้อสำคัญในความเป็น
ประชาธิปไตย ก็คือความตรงไปตรงมา   เมื่อเราไม่ยอมรับพระไตรปิฎกนี้ เราไม่ยอมรับการบวชเป็นพระภิกษุ
แบบนี้ ก็จะเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่ว่าเรายังเอารูปแบบที่เป็นบัญญัติในพระไตรปิฎกนั้นมาใช้ 
ยิ่งหลักการที่สูงขึ้นไปอย่างเรื่องนิพพานก็ยิ่งสำคัญเพิ่มขึ้นไปอีก เพราะว่าวินัยที่รักษานั้นก็เพื่อที่จะเป็น
ฐานให้เข้าถึงจุดหมายนั้นเอง ถ้ารักษาหลักการอย่างนิพพานซึ่งเป็นจุดหมายสูงสุดไว้ไม่ได้ การรักษาความ
ประพฤติปฏิบัติเบื้องต้นเช่นวินัยก็แทบจะหมดความหมาย